ผีอำ เป็นเพราะเรื่องลี้ลับ หรือ เพราะสุขภาพคุณกันแน่?

ผีอำ

ผีอำ : ความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทย มาเป็นระยะเวลานาน เป็นอาการที่เกิดในช่วงของการ กึ่งหลับ กึ่งตื่น ซึ่งเป็นช่วงที่คนที่เคยเกิดอาการ เล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่นอนอยู่นั้น มักไม่สามารถขยับร่างกาย หรือ ไม่สามารถบังคับร่างกาย ให้ขยับได้ตามความต้องการของตน ประหนึ่งว่า ถูกควบคุม หรือ กดทับด้วยบางสิ่งบางอย่าง ที่เหนือจินตนาการ ทั้งคิดว่ามองเห็น และ มองไม่เห็น

ด้วยอาการที่อึดอัด ขยับไม่ได้ ราวกับร่างกายของผู้เป็นอัมพาต ทั้งที่ยังรู้สติ เห็นทุกอย่าง แต่กลับไม่สามารถประคองกายตามใจนึก พูดก็ไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่ส่งเสียง มักเกิดขึ้นเมื่อนอนหงาย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อว่า เราถูกบังคับด้วยอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผี พลังอำนาจไม่ดี หรือ ต่างๆ นานาที่คุณจะคิดหรือจินตนาการออก จึงเป็นที่มาของการเรียกอาการนี้ว่า

แต่ถ้าหากเราพิจารณาในฝั่งของวิทยาศาสตร์ล่ะ จะเป็นอย่างไรบ้าง?

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อธิบายอาการนี้ว่า เป็นอาการ Sleep Paralysis เป็นภาวะซึ่ง ร่างกายนั้นรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถขยับได้ จะเกิดในช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น ผู้ที่ประสบภาวะนี้ จะไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือ พูดได้ตามปกติ เรียกว่าชั่วขณะ ทั้งอาจจะเกิดอาการ เหมือนถูกกด หรือ สำลักบางอย่าง การปรับท่านอนช่วยลดอาการนี้ได้

โดยจัดเป็นอาการทั่วไป โดยผู้คน 4 ใน 10 คนนั้น จะเกิดอาการนี้ อย่างน้อยๆ เป็นจำนวน 1 ครั้ง ในชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ อดนอน เครียดมาก หรือ อาจพบว่ามีการใช้สารกระตุ้นร่างกายมาก จะสามารถประสบกับ ภาวะเสี่ยง ในการเกิดโรคได้สูงขึ้น ทั้งนี้การมีปัญหา ด้านสุขภาพการนอนแบบอื่นๆ ก็ส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน ดั่งในบทความที่กล่างถึง โรคลมหลับ

โดยทั่วไปแล้วนั้น สำหรับผู้ที่เคยอ้างว่า ตัวเองประสบภาวะดังกล่าว มักเกิดในช่วงของภาวะใกล้หลับ หรือ ใกล้ตื่น ซึ่งเราสามารถแบ่งช่วงดังกล่าว ได้แบบนี้

ช่วงใกล้หลับ เป็นช่วงที่ร่างกาย ใกล้เข้าสู่การพักผ่อน ดังนั้นแล้ว ร่างกายของเราจะเกิดการผ่อนคลาย ทั้งที่สมอง และ กล้ามเนื้อ ก่อนที่เราจะหลับลง และเราจะไม่ค่อยรู้สึกตัว จนกระทั่งหลับไป

ดังนั้นแล้ว จะส่งผลให้การรับรู้ทางด้านร่างกายไม่ค่อยรับรู้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยังรู้สึกตัวนั้น เมื่อร่างกายและสมอง ต้องการเข้าสู่การพักผ่อน ทำให้เรานั้นยังรับรู้ได้ แต่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมร่างได้ แม้แต่เปล่งเสียงก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน

ช่วงใกล้ตื่น ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนระบบการนอนในช่วงของการนอนหลับลึก หรือ REM และกลับเข้าสู่การนอนหลับแบบตื้น ซึ่งเวลาเฉลี่ยโดยประมาณ ในการปรับเฟส คือ 90 นาที ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ช่วงหลับธรรมดาก่อน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของช่วงเวลานอนทั้งหมด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และ กลับเป็นปกติ จากนั้นจะสู่ช่วงหลับฝัน

โดยดวงตาจะเคลื่อนไปมา แบบรวดเร็ว และ ฝันถึงสิ่งต่างๆ ทั้งที่ร่างกายของเรา ยังอยู่ในลักษณะของการผ่อนคลาย ช่วงหลับฝันที่กล้ามเนื้อในร่างกายหยุดทำงาน ผู้ที่รู้สึกตัวในขณะนั้น ขณะทีช่วงฝันยังไม่จบลง จะรับรู้ได้ว่าร่างกายขยับไม่ได้ และ เปล่งเสียงไม่ได้ นี่อาจจะเป็นที่มาของการได้เห็นภาพหลอน หรือการได้ยินอะไร ที่เหนือจินตนาการ

รวมถึงอาการของผู้ประสบปัญหานี้นั้น จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจลำบาก อึดอัดหน้าอก บางรายถึงขนาดไม่สามารถขยับดวงตาได้ เกิดภาพหลอนของบุคคล หรือ สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ร่วมด้วย เกิดอาการหวาดกลัว ระยะเวลาการเกิด มีความแตกต่างกันไป โดยเมื่อกลับมาขยับร่างกายได้ หรือ พูดได้ อาการดังกล่าวก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ประสบเหตุการณ์เป็นประจำ สมควรพบแพทย์

เนื่องจากอาการนี้ มักทำให้เกิดอาการ หวาดกลัว และ อาจจะทำให้การนอนของผู้เกิดอาการ แย่ลง นอนหลับไม่เพียงพอ รวมถึงเกิดอาการง่วงทั้งวัน หลับกระทันหัน สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ และ อาจสืบเนื่องเป็นอาการลมหลับ

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ประสบเหตุการณ์เป็นประจำ สมควรพบแพทย์ เนื่องจากอาการนี้ มักทำให้เกิดอาการ หวาดกลัว และ อาจจะทำให้การนอนของผู้เกิดอาการ แย่ลง นอนหลับไม่เพียงพอ รวมถึงเกิดอาการง่วงทั้งวัน หลับกระทันหัน สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ และ อาจสืบเนื่องเป็นอาการลมหลับ

ผีอำ ? สาเหตุ ?

นอนแล้วผีอำ

สาเหตุของอาการ เรียกได้ว่าอาการนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป ซึ่งมักเกิดในช่วงของการเข้าสู่วัยรุ่น และ ยังปรากฏได้ในอีกหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ซึ่งนำไปสู่อาการได้ โดยผู้ที่มีภาวะความเสี่ยง ในการเกิดอาการนั้นตัวอย่างเช่น

1.นอนไม่เพียงพอ นอนน้อย นอนไม่หลับ

2.เวลาการนอนเปลี่ยนแปลง เช่นการเดินทางข้ามประเทศ ที่โซนเวลาต่างกันมากๆนั้น ก่อให้เกิดอาการ jet lag

3.ประสบปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด เป็น Bipolar หรืออาการสองบุคลิก

4.นอนในท่านอนหงาย อาจจะอ่านแล้วรู้สึกตลก แต่ทุกคร้งที่เกิดอาการนี้ จะเป็นในเฉพาะท่านอนหงายเท่านั้น

5.ประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่นอาการของโรคลมหลับ หรือ ตะคริวกินที่ขา ขณะนอนหลับ

6.ใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยารักษาโรคสมาธิสั้น

7.สารเสพติด

การรักษาอาการ

ความจริงแล้ว ในกรณีของการเกิดอาการนั้น ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา จากแพทย์ แต่หากเกิดถี่ หรือ มีความบ่อยครั้งเกินไป ก็อาจจะต้องเข้าแพทย์ เพื่อกันความเสี่ยงการขยายไปสู่โรคการนอนหลับอื่นๆ

1.เสริมสร้างลักษณการนอนหลับที่ดี ควรนอน วันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย

2.ใช้ยารักษา สำหรับผู้เป็นโรคซึมเศร้า และ เกิดผลกระทบกับเรื่องของการนอนนั้น แพทย์จำเป็นต้องจ่ายยาต้าอาการ เพื่อให้ผู้ป่วยนั้น นอนได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น

3.รักษาอาการทางสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง อาจจะส่งผลให้เกิดอาการ และผู้ที่ประสบปัญหานั้น ที่มสาเหตุมาจากอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการรักษา เพื่อบำบัดอาการทางจิต ให้มีอาการที่ดีขึ้น

4.รักษาปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพการนอน ปัญหาบางอย่าง ส่งผลให้เกิดอาการได้ การรับยาและบำบัด อาจทำให้อาการของโรคดีขึ้น

การป้องกันอาการ

1..การป้องกันนั้น เน้นไปที่การปรับปรุงพฤติกรรมในเรื่องการนอน จะช่วยให้การเกิดน้อยลงได้

2.ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

3.ควรตื่นนอนให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ

4.เปลี่ยนท่านอน เป็นท่าอื่นๆ เพราะท่าที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว มักเป็นท่านอนหงาย

5.หลีกเลี่ยงการนอน ระหว่างวัน

6.ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 30 นาที และเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนเวลานอน 4 ชั่วโมง

7.เลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ ที่ทำให้นอนหลับยาก อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

8.เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ก่อนเวลานอน

9.ควรนอนเมื่อรู้สึกเหนื่อย จะช่วยให้หลับได้ง่าย และ ไวขึ้น

10.ทำตัวให้ผ่อนคลายก่อนนอน อาบน้ำ ฟังเพลงเบาๆ หรือ เครื่องดื่มอุ่นๆ เช่น นมอุ่น

11.ไม่ควรใช้ยานอนหลับบ่อยเกินไป เนื่องจากผลกระทบของการใช้ยา อาจจะส่งผลถึงการเกิดอาการ

12.เลี่ยงการมองนาฬิกา นั่นทำให้กังวล และ หลับยากขึ้น

13.ใช้ผ้าม่าน หรือ อุปกรณ์กันแสง ช่วยให้ห้องมืด แล้วหลับได้ง่ายขึ้น

14.จัดห้องให้ดี อากาศถ่ายเท และ อุรหภูมิเหมาะสม

15.เลือกผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่มีคุณภาพดี ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

บางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเกิดจากสิ่งที่อธิบายไม่ได้ มีสาเหตุและที่มา อย่าปล่อยให้ความเชื่อบาง ทำให้สุขภาพคุณยิ่งแย่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รักษาผิดวิธี หรือ ตามความเชื่อ หมั่นดูแลและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ด้วยความปรารภนาดี ที่นอนอุ่นใจ