สัญญาณเตือน อาการเบิร์นเอ้าท์

ิburnout

สัญญาณเตือน อาการเบิร์นเอ้าท์

อาการเบิร์นเอ้าท์ หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันติดหูเกี่ยวกับอาการนี้ และก็รู้กันดีว่าเป็นอาการหมดไฟ หรือหมดแรงจูงใจในการทำงาน อาการนี้อาจเกิดได้จากาหลายสาเหตุ เช่นความเครียดจากงาน ทำงานหนักมากเกินไป หรือทำงานไม่ตรงกับแนวทางของตนเอง      เป็นต้น มีผู้คนมากมายที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ต้องเจออยู่ในแต่ละวัน จนเกิดเป็นอาการหมดไฟ ทำให้ร่างกายเหมือนพลังงานไม่เต็ม จนเกิดความเสี่ยงเป็นได้หลายโรค วันนี้เราขอนำเสนอสัญญาณเตือนว่าเรากำลังเผชิญโรคนี้อยู่หรือป่าว

1.รู้สึกเหนื่อยเป็นงานอดิเรก

ไม่ว่าจะเข้านอนเร็ว หรือนอนครบเก้าชั่วโมง และนอนอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกอ่อนเรี่ยวอ่อนแรง เหมือนคนอดอะไรตายอยาก นั้นเป็นเพราะหัวใจของคุณกำลังรู้สึกห่อเหี่ยวอยู่นั้นเอง หากรู้สึกว่าความเหนื่อยอยู่กับเรานานมากเกินไป ควรจะหาเวลาพักผ่อนทั้งกายและใจก่อนที่จะเหนื่อยถาวรนะครับ

2.รู้สึกว่าทุกอย่างหนักไปหมด แม้จะเป็นงานเล็ก ๆ

พอทำงานหนัก ๆ ทำให้ความล้าเริ่มถาโถม จนทำให้ทุกอย่างหลาย ๆ เรื่องดูยากไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการเซฟภาพจากอินเตอร์เน็ตลงเครื่องคอม โหลดงานเข้า External harddisk ซึ่งเป็นงานง่าย ๆ เราก็รู้สึกว่ามันหนักสำหรับเราไปหมดและเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่างานจุกจิกพวกนี้ มันหนักสำหรับเราเหลือเกิน ลองหยุดคิดสักพัก แล้วลองตั้งสติใหม่ ค่อย ๆ เรียงลำดับความสำคัญของงาน แล้วเริ่มทำมันอีกครั้งหนึ่ง บางทีมันอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ

3.รู้สึกอารมณ์เสียง่ายขึ้นกว่าเดิม

อารมณ์เสีย อารมณ์เสีย อยู่ดี ๆ อารมณ์ก็แปรปรวนง่าย ๆ แม้ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนรัก และครอบครัว ที่เปลี่ยนจากร่าเริงอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นยักษ์ไปซะงั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ลองหามุมสักมุม กับน้ำเย็น ๆ สักแก้ว แล้วสงบสติอารมณ์ดู เผื่ออาจจะดีขึ้นนะ

4.รู้สึกพะวงเรื่องงานตลอดเวลา

เมื่อถึงช่วงเวลาพักผ่อน แทนที่จะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ แต่กับต้องมานั่งคิดถึงแต่เรื่องงาน แทนที่สมองจะโล่ง ๆ กับวุ่นวายในความคิด จิตใจไม่สงบ ช่วงเวลานอนพักผ่อนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะมีเสียงไลน์เข้า แล้วก็รีบลุกขึ้นมาเปิดมือถือดูข้อความ ว่าง่าย ๆ ชีวิตนี้ ได้อุทิศตนให้กับงานไปแล้ว หากเป็นแบบนี้บ่อย ๆ คงไม่ได้พักอย่างเต็มที่แน่นอน

5.อยากใช้เวลาอยู่คนเดียว

จากที่เคยเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้ กับเอาแต่โฟกัสกับการนอนและอยู่คนเดียวเป็นหลัก ไม่อยากพบปะกับใครทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่สนิท ๆ ก็ตาม ทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงพลังมืดจากเราไปด้วย

6.รู้สึกไม่ชอบสิ่งที่เคยชอบอีกต่อไป

งานอดิเรกที่เคยชอบทำในวันนั้น กับเป็นสิ่งที่น่าเบื่อในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง หรือการออกกำลังกาย ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ทำให้รู้สึกดีเอาเสียเลย ลองเปลี่ยนโฟกัสดูสิว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราเคยทำบ่อย ๆ เราจะได้อะไรจากมัน นั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีนะ

7.พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป

รู้สึกว่าตัวเองไม่อยากจะกินอะไร พอเวลารู้สึกเครียดหรือเบื่อหน่ายหลาย ๆ คนก็จะกินได้น้อยลง ทำให้ร่างกายซูบผอม เหมือนคนไร้เรี่ยวแรง แต่บางคนพอเวลามีความเครียดก็กินได้มากกว่าเดิม ทำให้น้ำหนักขึ้นเอา ขึ้นเอา แถมพอมีความเครียดภูมิคุ้มกันของร่างกายยังลดลงอีก แล้วแบบนี้จะไหวไหม ทางที่ดีควรกินแต่พอดี และสังเกตุดูว่าสิ่งที่กินเข้าไปนั้น มีสารอาหารอะไรที่ได้รับมากเกินความจำเป็นต่อร่างกายรึป่าว

8.มองโลกเป็นสีดำมากกว่าเดิม

จากที่เป็นคนยิ้มง่าย มุกเพื่อนจะแป้กขนาดไหน ก็พร้อมที่จะซัพพอร์ตเสมอ เปลี่ยนมากลายเป็นคนเคร่งครึมเหมือนแกล้งเก๊ก อะไรที่เคยมองว่าเป็นสวยงามก็รู้สึกเฉย ๆ แถมยังให้รู้สึกรำคาญซะอีก ไม่มีอีกแล้วในการมองโลกในแง่ดี ตอนนี้ออกเหมือนสีเทา ๆ เหมือนโดนปกคลุมด้วย PM 2.5

อ้างอิงบทความ

สาเหตุของอาการ BURNOUT

มีปัญหาการจัดการ ไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งสำคัญในการทำงานได้ เช่น ไม่สามารถกำหนดตารางเวลางานของตัวเองได้ หรือไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอาการ BURNOUT

ภาระงานและสิ่งที่ถูกคาดหวังไม่ชัดเจน หากสิ่งที่ถูกคาดหวังจากเจ้านาย หรือหัวงาน และเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ นั้นไม่ชัดเจนเพียงพอ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดใจขณะทำงานได้

งานที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับตนเอง หากงานที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจทำให้รู้สึกเครียดตลอดเวลาได้

งานที่ทำต้องใช้ความกระตือรือร้นอย่างมาก หากการทำงานค่อนข้างวุ่นวาย จนต้องใช้พลังงานที่มีทั้งหมดมุ้งไปที่งานตลอดเวลา อาจทำให้เหนื่อยล้าและหมดไฟในที่สุด

ขาดแรงสนับสนุนทางสังคม หากต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ทำงาน หรือในชีวิตจริง อาจส่งผลให้เครียดมากยิ่งขึ้นได้อีก                

ขาดสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน หากงานที่ทำนั้นต้องอาศัยแรงกายและเวลาเป็นอย่างมาก หรืองานยังกินเวลาส่วนตัวไปด้วย อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือไปเข้าสังคม หรือสังสรรค์กับเพื่อนและครอบครัว จนทำให้เกิดอาการหมดไฟนั้นเอง

รับมือกับอาการ Burnout อย่างไร

หากกำลังพบว่าตัวเองกำลังมีสัญญาณเตือน หรืออาการที่คล้าย ๆ ที่เรียกว่า Burnout แบบนี้ คงต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยด่วน เพื่อที่จะไม่ให้อาการรุนแรงไปมากกว่านี้ โดยวิธีการรับมือดังต่อไปนี้

ดูแลสุขภาพ หนาวก็ห่มผ้า เป็นหัวดก็ทานยา เมื่อทำงานมากเกินหรือภาระงานที่ได้รับหนักเหลือเกิน อาจทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง สุขภาพเสื่อมโซมลง ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายแย่ลง

การดูแลสุขภาพสามารถช่วยต่อสู้กับ Burnout ได้ วิธีง่ายเพียงแค่เราพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง และกินอาหารที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้ชาร์จแบตอย่างเต็มที่ และสมควรที่จะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อได้ขยับและใช้งานอย่างเต็มที่ และผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดี การออกกำลังกายจะทำให้สมองมีการหลั่งสารความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีและอารมณ์ดีอีกด้วย

หาทางออกจากความเครียด เพราะความเครียดเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดสภาวะ Burnout ได้อย่างเห็นชัด เราลองนึกถึงว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราเครียดและเศร้าหมอง ถ้านึกออกแล้ว!! ก็รีบเตะมันออกไปจากชีวิตโดยด่วน หรือหาที่ปรึกษาว่าจะทำยังไงดี เช่น แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต เท่านี้เราก็สามารถขจัดความเครียดได้ง่าย ๆ แล้ว

ประเมินตนเองและงานที่ทำอยู่ เพื่อให้ทราบว่าตนเองเหมาะกับงานที่ทำอยู่แล้วหรือไม่ โดยอาจเริ่มจากถามตัวเอง หรือสังเกตตัวเองเกี่ยวกับงานและองค์กรในมุมมองต่าง ๆ เช่น องค์กรมีทางเลือกหรือให้สิทธิในการเสนอแนวทางต่าง ๆ ร่วมกันหรือไม่ การปรับเวลาของตนเองกับองค์กรและการทำงานนอกออฟฟิศเป็นอย่างไร องค์กรมีทางเลือกสำหรับการศึกษาต่อหรือการพัฒนาสู่การเป็นมืออาชีพหรือไม่ แท้จริงแล้วตนถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ หรือชอบและรักที่จะทำอะไร เป็นต้น จากนั้นจึงนำคำตอบที่ได้มาประเมินว่าตนเองเหมาะสมกับงานที่ทำอยู่หรือไม่ และควรทำอย่างไร

นี่เป็นคำแนะนำจากเราเล็ก ๆ น้อย แต่ยังไงก็ตามถ้าสิ่งที่เราได้กล่าวไปแล้ว ไม่ได้ตรงกับสิ่งคุณประสบอยู่ แต่กับมีอาการที่รุนแรงหรือคล้ายคลึงกัน บางทีคุณควรปรึกษาแพทย์ และหาวิธีที่ดีกว่านี้ในการคลายความเครียด

อ้างบทความ