ออฟฟิศซินโดรม โรคของหนุ่ม ๆ สาว ๆ วัยทำงานที่ควรระวัง!!

ออฟฟิศซินโดรม โรคของหนุ่ม ๆ สาว ๆ วัยทำงานที่ควรระวัง!!

ออฟฟิศซินโดรม ทุก ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อนี้ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ สาว ๆ ออฟฟิศคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะหลาย ๆ คนคงประสบปัญหากันอยู่ หากขึ้นชื่อพนักงานออฟฟิศหลาย ๆ คนคงนึกถึงภาพพวกที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานาน

ไม่ลุก ไม่ขยับตัว หมกมุ่นกับการทำงานเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดอาการ ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” บทความจะมาชี้แจงให้เห็นถึงสาเหตุของโรคออฟฟิศซินโดรม และวิธีรักษาอาการเหล่านี้

อาการของออฟฟิศเป็นอย่างไร?

อาการเริ่มแรกของออฟฟิศจะไม่ค่อยรุนแรงมาก ทำให้ใครหลาย ๆ คนนั้นชะล่าใจ จนมองข้ามการรักษา และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับการทำงาน จนนานวันเข้าทำให้อาการเหล่านี้สะสมขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นอาการที่หนักขึ้น

ลองมาดูกันดีกว่าว่าอาการเริ่มแรกของออฟฟิศซินโดรมนั้นเป็นอย่างไร

1.ปวดศีรษะ อาจปวดร้าวไปถึงตา และมีอาการปวดไมเกรนบ่อย ๆ เกิดได้จากการใช้สายตาในการทำงานมาก ประกอบกับมีความเครียดสะสม วิตกกังวล และพักผ่อนไม่เพียงพอ

2.ปวดเมื่อยหรือเกร็งตามกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เช่น หลัง ไหล่ สะบัก ต้นคอ แขน ข้อมือ นิ้วมือ เนื่องจากการนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข จะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นอยู่เฉยๆ ก็ปวดขึ้นมาเองได้

3.มีอาการเจ็บ ตึง และชาตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งพัฒนามาจากอาการปวดเรื้อรัง อาการเหล่านี้เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ มีเอ็นอักเสบทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทตึงตัว จนกลายเป็นอาการชาตามมือตามแขน เส้นยึด และนิ้วล็อคในที่สุด

4.อาการเหน็บชาและแขนขาอ่อนแรง เกิดขึ้นได้หากนั่งนานเกินไปจนทำให้มีการกดทับเส้นประสาทหรือการไหลเวียนเลือดผิดปกติ

5.นิ้วล็อก การจับเมาส์หรือการใช้นิ้วมือและข้อมือจับโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมือ ทำให้เส้นเอ็นหนาตัวขึ้นและส่งผลให้ไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ตามปกติ

6.นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียด รวมถึงการมีอาการปวดเมื่อยและปวดหัวมารบกวนในเวลานอนเป็นระยะ

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม

นายแพทย์วรวัฒน์ เอียวสินพาณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า ไม่ใช่แค่คนทำงานออฟฟิศเท่านั้นที่มีอาการในกลุ่มนี้ได้ เพราะหากทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ก็อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นตึงและบาดเจ็บในภายหลังได้เช่นกัน เช่น พ่อครัวแม่ครัวที่ต้องจับตะหลิวเป็นประจำ คนที่ทำงานทาสี งานช่างต่าง ๆ เป็นต้น 

ปัจจุบันออฟฟิศซินโดรมยังพบได้มากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมการใช้โซเชียลและออนไลน์ ซึ่งมักจะเผลอก้มหน้า งอคอ ห่อไหล่เมื่อดูหน้าจอ หรือทำท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้คนอายุมาก

ซึ่งจะเริ่มเกิดการเสื่อมของร่างกาย การทรุดตัวของกระดูก และการกดทับของเส้นประสาท ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงเกิดอาการในกลุ่มออฟฟิศซินโดรมได้สูง

สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม

การทำงานแบบเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน โดยที่อยู่ในอิริยาบถแบบเดิม ๆ หลาย ๆ ครั้ง โดยไม่มีการขยับตัวหรือปรับเปลี่ยนท่าในการทำงาน เพื่อยืดหรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ท่านั่งทำงานผิดรูปแบบ เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่สูงหรือต่ำกว่าระดับสายตามากเกินไป เก้าอี้เตี้ยหรือสูงเกินไป ทำให้ต้องเงย หรือก้มหน้าตลอดการใช้งาน

การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป การเพ่งใช้สายตามาก ๆ การปรับความสว่างของหน้าจอไม่สมดุลกับความสว่างในห้อง ประกอบกับแสงสีฟ้า (Blue light) จากจอภาพที่ทำให้มีอาการปวดหัวปวดตาตามมาได้

สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท โต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระร่างกาย อุปกรณ์ในออฟฟิศเต็มไปด้วยฝุ่น เป็นต้น

การทำงานหนักเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงความเครียด และความวิตกกังวลที่เกิดจากการทำงาน

ออฟฟิศซินโดรม เสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ออฟฟิศซินโดรม หากเกิดอาการขึ้นแล้ว ถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานาน โดยที่ไม่บำบัด หรือไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อาจสะสมจนเกิดเป็นอาการที่เรื้อรังได้ ซึ่งเสียงเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เช่น

เสี่ยงเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคด และแขนขาอ่อนแรง หากรุนแรงมากอาจทำให้เดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดเลยทีเดียว

เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า อันมาจากความเครียดสะสม ความกดดัน และบรรยากาศไม่ดีในที่ทำงาน

เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จากการรับประทานอาหารจุบจิบในเวลาทำงาน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย

การรักษาออฟฟิศซินโดรมด้วยตนเอง

ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยตนเองก่อนในเบื้องต้น เพียงหมั่นยืดคลายกล้ามเนื้อเป็นประจำ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมตามคำแนะนำต่อไปนี้

เมื่อไรที่เริ่มรู้สึกเมื่อยล้า ควรพักจากการทำงานเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หรือเดินไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

หมั่นออกกำลังกายเพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแนวกลางลำตัว เช่น โยคะ หรือ พิลาทิส เพราะจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันเอ็นและข้อยึด นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายและลดความเครียด และเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายด้วย

ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น เปลี่ยนโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระของร่างกาย จัดการออฟฟิศให้สะอาด น่าอยู่ และมีอากาศถ่ายเทมากขึ้น

ปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้เท้าสามารถวางจรดกับพื้นขณะนั่ง และเข่าอยู่ระดับเดียวกับสะโพกหรือต่ำกว่าเล็กน้อย 

นั่งทำงานหลังตรงแนบกับพนักพิง ตัวตรง ไม่เอนไปทางโต๊ะหรือพนักเก้าอี้มากเกินไป และกะระยะห่างจากหน้าจอประมาณหนึ่งช่วงแขน

ระวังอย่านั่งห่อไหล่หรือยกไหล่ขึ้นสูงเกินไป พยายามให้ไหล่อยู่ในท่าทางธรรมชาติ

ให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตรงหน้าพอดี และต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย เพื่อให้คออยู่ในท่าธรรมชาติ ไม่ต้องแงนหรือก้มเกินไป

“สำหรับคนที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาได้ในเวลาอันสั้น อาจต้องพักงานหรือเปลี่ยนงาน เพื่อไม่ให้มีอาการที่แย่ลงกว่าเดิม”

การรักษาออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีทางการแพทย์

หากไม่แน่ใจว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือไม่ หรือกังวลใจเกี่ยวกับอาการที่เป็น คุณสามารถไปพบแพทย์ได้ ซึ่งในเบื้องต้นแพทย์ก็มักจะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมและอาจให้ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาอาการอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อ ยาคลายเครียด เป็นต้น ทั้งนี้ก่อนจะใช้ยาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ในกรณีที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นขยับร่างกายลำบาก เดินไม่ได้ มีอาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงาน อาจต้องใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย รวมถึงการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาว่าวิธีไหนเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด และอาจมีการรักษาร่วมกันหลายวิธี

ออฟฟิศซินโดรมป้องกันได้อย่างไร?

ควรจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดี และเป็นมิตรแก่ผู้ทำงานแต่แรก ทั้งด้านสถานที่ทำงาน เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ และสังคมในออฟฟิศ

จัดท่าทางหรืออิริยาบถเวลานั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่นั่งหลังงอหรือเกร็งเกินไป

ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อให้แข็งแรง และเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสรรเวลางานและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน หากมีโอกาสควรหาเวลาพักร้อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

อ้างอิง